| จะกล่าวกลับจับความไปตามเรื่อง |
ถึงบาทเบื้องปรเมศพระเชษฐา |
| องค์อภัยมณีศรีโสภา |
ตกยากอยู่คูหามาช้านาน |
| กับด้วยนางอสุรีนฤมิต |
เป็นคู่ชิดเชยชมสมสมาน |
| ต้องรักใคร่ไปตามยามกันดาร |
จนนางมารมีบุตรบุรุษชาย |
| ไม่คลาดเคลื่อนเหมือนองค์พระทรงเดช |
แต่ดวงเนตรแดงดูดังสุริย์ฉาย |
| ทรงกำลังดังพระยาคชาพลาย |
มีเขี้ยวคล้ายชนนีมีศักดา |
| พระบิตุรงค์ทรงศักดิ์ก็รักใคร่ |
ด้วยเนื้อไขมิได้คิดริษยา |
| เฝ้าเลี้ยงลูกผูกเปลแล้วเห่ช้า |
จนใหญ่กล้าอายุได้แปดปี |
| จึงให้นามตามอย่างข้างมนุษย์ |
ชื่อสินสมุทรกุมารชาญไชยศรี |
| ธำมรงค์ทรงมาค่าบุรี |
พระภูมีถอดผูกให้ลูกยา |
| เจียรบาดคาดองค์ก็ทรงเปลื้อง |
ให้เป็นเครื่องนุ่งห่มโอรสา |
| สอนให้เจ้าเป่าปีมีวิชา |
เพลงศัสตราสารพัดหัดชำนาญ |
| วันหนึ่งนางอสุรีผีเสื้อน้ำ |
ออกจากถ้ำเที่ยวหาภักษาหาร |
| จับกระโห้โลมากุมภาพาล |
กินสำราญรื่นเริงบันเทิงใจ ฯ |
| * ฝ่ายกุมารสินสมุทรสุดสวาท |
ไม่ห่างบาทบิดาอัชฌาไสย |
| ความรักพ่อยิ่งกว่าแม่มาแต่ไร |
ด้วยมิได้ขู่เข็ญเช่นมารดา |
| เห็นทรงธรรม์บรรทมสนิทนิ่ง |
หนีไปวิ่งเล่นอยู่ในคูหา |
| โลดลำพองลองเชิงละเลิงมา |
เห็นแผ่นผาพิงผนิดปิดหนทาง |
| หนักหรือเบาเยาว์อยู่ไม่รู้จัก |
เข้าลองผลักด้วยกำลังก็พังผาง |
| เห็นหาดทรายพรายงามเป็นเงินราง |
ทะเลกว้างข้างขวาล้วนป่าดง |
| ไม่เคยเห็นเป็นน่าสนุกสนาน |
พระกุมารเพลินจิตต์พิศวง |
| ออกวิ่งเต้นเล่นทรายสบายองค์ |
แล้วโดดลงเล่นมหาชลาไลย |
| ด้วยหน่อนาถชาติเชื้อผีเสื้อสมุทร |
ดำไม่ผุดเลยทั้งวันก็กลั้นได้ |
| ยิ่งถูกน้ำกำลังยิ่งเกรียงไกร |
เที่ยวเลี้ยวไล่ขี่ปลาในสาชล |
| ละลอกซัดพลัดเข้าในปากฉลาม |
ลอดออกตามซีกเหงือกเสือกสลน |
| เห็นฝูงเงือกเกลือกกลิ้งมากลางชล |
คิดว่าคนมีหางเหมือนอย่างปลา |
| ครั้นถามไต่ไม่พูดก็โผนจับ |
ดูกลอกกลับกลางน้ำปล้ำมัจฉา |
| ครั้นจับได้ให้ระแวงแคลงวิญญา |
เช่นนี้ปลาหรืออะไรจะใคร่รู้ |
| ฉุดกระชากกลากหางขึ้นกลางหาด |
แลประหลาดลักษณามีตาหู |
| จะเอาไปให้พระบิดาดู |
แล้วลากลู่เข้าในถ้ำด้วยกำลัง |
| ถึงหุบห้องร้องบอกบิตุเรศ |
พระลืมเนตรเหลียวหาทั้งหน้าหลัง |
| เห็นลูกลากเงือกน้ำแต่ลำพัง |
จากบัลลังก์มาห้ามแล้วถามไป |
| เมื่อกี้เห็นเล่นอยู่ในคูหา |
เงือกนี้เจ้าเอามาแต่ข้างไหน |
| พระลูกเล่าตามจริงทุกสิ่งไป |
พระตกใจจึงว่าด้วยปราณี |
| แม้นแม่เจ้าเขารู้ว่าแรงนัก |
กลัวจะลักลอบพาบิดาหนี |
| จะโกรธเกรี้ยวเคี้ยวเล่นเป็นธุลี |
ไม่พอที่ชีวันจะบรรไลย ฯ |
| * สินสมุทรกุมารชาญฉลาด |
ฟังพระบาทบิตุรงค์ให้สงไสย |
| จึงทูลถามความจริงด้วยกริ่งใจ |
เหตุไฉนจึงจะเป็นเช่นนั้น ฯ |
| * พระฟังคำน้ำเนตรลงพรากพราก |
คิดถึงยากยามวิโยคยิ่งโศกศัลย์ |
| แถลงเล่าลูกยาสาระพัน |
จนพากันมาบรรทมที่ร่มไทร |
| แม่ของเจ้าเขาเป็นเชื้อผีเสื้อสมุทร |
ขึ้นไปฉุดฉวยบิดาลงมาได้ |
| จึงกำเนิดเกิดกายสายสุดใจ |
จนเจ้าได้แปดปีเข้านี่แล้ว |
| ไปเปิดประตูคูหาถ้าเขาเห็น |
ตายหรือเป็นว่าไม่ถูกเลยลูกแก้ว |
| แม้นสินสมุทรสุดสวาทพ่อคลาดแคล้ว |
ไม่รอดแล้วบิตุรงค์ก็คงตาย ฯ |
| * พระโอรสรู้แจ้งไม่แคลงจิตต์ |
รำคาญคิดเสียใจมิใคร่หาย |
| ด้วยแม่กลับอัปลักษณ์เป็นยักษ์ร้าย |
ก็ฟูมฟายชลนาโศกาไลย ฯ |
| * ฝ่ายเงือกน้ำนอนกลิ้งนิ่งสดับ |
กิตติศัพท์สองแจ้งแถลงไข |
| รู้ภาษามนุษย์แน่ในใจ |
จะกราบไว้วอนว่าให้ปราณี |
| ค่อนเขยื้อนเลื่อนลุกขึ้นทั้งเจ็บ |
ยังมึนเหน็บน้อมประณตบทศรี |
| พระผ่านเกล้าเจ้าฟ้าในธาตรี |
ข้าขอชีวิตไว้อย่าให้ตาย |
| พระราชบุตรฉุดลากลำบากเหลือ |
ดังหนังเนื้อนี้จะแยกแตกสลาย |
| ทั้งลูกเต้าเผ่าพงศ์ก็พลัดพราย |
ยังแต่กายเกือบจะดิ้นสิ้นชีวัน |
| พระองค์เล่าเขาก็พาเอามาไว้ |
เศร้าพระไทยทุกข์ตรอมเหมือนหม่อมฉัน |
| ขอพระองค์จงโปรดแก้โทษทัณฑ์ |
ช่วยผ่อนผันให้ตลอดรอดชีวา |
| ซึ่งปากถ้ำทำลายลงเสียหมด |
ให้โอรสยกตั้งบังคูหา |
| ข้าเห็นอย่างนางมารจะนานมา |
จะอาสาเกลี่ยทรายเสียให้ดี |
| หนึ่งพวกพ้องของข้าคณาญาติ |
ขอรองบาทบงกชบทศรี |
| แม้นประสงค์สิ่งไรในนที |
ที่สิ่งมีจะเอามาสารพัน ฯ |
| * พระฟังเงือกพูดได้ให้สงสาร |
จึงว่าท่านคิดนี้ดีขยัน |
| รู้เจรจาสาระพัดน่าอัศจรรย์ |
อยู่พูดกันอีกสักหน่อยจึงค่อยไป |
| เราตรองตรึกนึกจะหนีนางผีเสื้อ |
แต่ใต้เหนือไม่รู้แห่งตำแหน่งไหน |
| ท่านเจนทางกลางทะเลคะเนใจ |
ทำกระไรจึงจะพ้นทรมาน ฯ |
| * ฝ่ายเงือกน้ำคำนับอัภิวาท |
ข้าพระบาททราบสิ้นทุกถิ่นฐาน |
| อันน้ำนี้มีนามตามบุราณ |
อโนมานเคียงกันสีทันดร |
| เป็นเขตแคว้นแดนที่นางผีเสื้อ |
ข้างฝ่ายเหนือถึงมหิงษะสิงขร |
| ข้างทิศใต้ไปจนเกาะแก้วมังกร |
หนทางจรเจ็ดเดือนไม่เคลื่อนคลา |
| ไปกลางย่านบ้านเรือนหามีไม่ |
สมุทรไทซึ้งซึกลึกนักหนา |
| แต่สำเภาชาวเกาะเมืองลังกา |
เขาแล่นมามีข้างอยู่ลางปี |
| ถ้าเสียเรือเหลือคนแล้วนางเงือก |
ขึ้นมาเลือกเอาไปชมประสมศรี |
| เหมือนพวกพ้องของเขารู้พาที |
ด้วยเดิมทีปู่ย่าเป็นมนุษย์ |
| อายุข้าห้าร้อยแปดสิบเศษ |
จึงแจ้งเหตุแถวทางกลางสมุทร |
| แม้นจะหนีผีเสื้อด้วยแรงรุทร์ |
เห็นไม่สุดสิ้นแดนด้วยแสนไกล |
| แต่โยคีมีมนต์อยู่ตนหนึ่ง |
อายุถึงพันเศษถือเพทไสย |
| อยู่เกาะแก้วพิสดารสำราญใจ |
กินลูกไม้เผือกมันพรรณผลา |
| พวกเรือแตกแขกฝรั่งแลอังกฤษ |
ขึ้นเป็นศิษย์อยู่สำนักไม่ตักไษย |
| ด้วยโยคีมีมนต์ดลวิชา |
ปราบบรรดาภูตพรายไม่กรายไป |
| แม้นพระองค์ทรงฤทธิ์จะคิดหนี |
ถึงโยคีเข้าสำนักไม่ตักไษย |
| เผื่อสำเภาเขาซัดพลัดเข้าไป |
ก็จะได้โดยสานไปบ้านเมือง |
| แต่ทางไกลไม่น้อยถึงร้อยโยชน์ |
ล้วนเขาโขดคิรีรัตน์ขนัดเนื่อง |
| กลางคงคาสาระพัดจะขัดเคือง |
จงทราบเบื้องบงกชบทมาลย์ |
| แม้กำลังดังข้าจะพาหนี |
เจ็ดราตรีเจียวจึงจะถึงสถาน |
| อสุรีมีกำลังดังปลาวาฬ |
ตามประมาณสามวันจะทันตัว |
| ถ้าแก้ไขให้นางไปค้างป่า |
ได้ล่วงหน้าไปเสียบ้างจะยังชั่ว |
| จะอาสาพาไปมิได้กลัว |
ชีวิตตัวบรรไลยไม่เสียดาย |
| แต่พระองค์ทรงคิดให้รอบคอบ |
ถ้าเห็นชอบท่วงทีจะหนีหาย |
| จึงโปรดใช้ให้องค์พระลูกชาย |
ไปหาดทรายหาข้าจะมาฟัง ฯ |
| * พระแจ้งความตามคำเงือกน้ำเล่า |
ค่อยบันเทาทุกข์สมอารมณ์หวัง |
| จึงว่าพี่มีคุณน้องสักครั้ง |
ให้ได้ดังถ้อยคำที่รำพรรณ |
| ซึ่งลูกรักหักหาญให้ท่าโกรธ |
จงงดโทษทำคุณอย่างหุนหัน |
| ช่วยไปปิดปากถ้ำที่สำคัญ |
จวนสายัณห์ยักษ์มาจะว่าเรา |
| จึงบัญชาว่าเจ้าสินสมุทร |
ไปช่วยฉุดศิลาใหญ่ขึ้นให้เขา |
| ขอษะมาตาปู่อย่าดูเบา |
ช่วยอุ้มเอาแกออกไปให้สบาย |
| กับลูกน้อยค่อยพยุงจูงเงือกน้ำ |
มาปากถ้ำแลเห็นวลชลสาย |
| หวนรำลึกตรึกตรองถึงน้องชาย |
พระฟูมฟายชลนาด้วยอาไลย |
| แล้วให้ลูกเลิกศิลาเข้ามาปิด |
เห็นมิดชิดมั่นคงไม่สงไสย |
| พระกลับมาตาเงือกเสือกลงไป |
ลงที่ในวังวลชลธาร ฯ |
| * ฝ่ายผีเสื้อเมื่อขึ้นมาจากฝั่งน้ำ |
จะมาถ้ำเที่ยวหาพฤกษาหาร |
| เก็บลูกไม้ใส่ห่อเห็นพอการ |
ทั้งเปรี้ยวหวานสาระพัดแล้วลัดมา |
| เห็นหินปิดเปิดประคูหากว้าง |
นิมิตรอย่างนางมนุษย์เสนหา |
| วรพักตรนารีศรีโสภา |
ลีลามาเข้าในห้องเห็นสององค์ |
| วางลูกไม้ในห่อให้ลูกผัว |
ท้องของตัวเต็มท้องไม่ต้องประสงค์ |
| พระทรงเลือกลูกมะทรางปรางมะยง |
ประทานองค์โอรสสู้อดออม |
| ครั้นพลบค่ำทำรักนางยักษ์ร้าย |
ประคองกายกอดแอบแนบถนอม |
| ชื่นแต่หน้าอารมณ์นั้นกรมกรอม |
แต่คิดอ่านหว่านล้อมจะล่อลวง |
| ไม่เห็นช่องตรองตรึกนึกวิตก |
ทุกข์ในอกนั้นสักเท่าภูเขาหลวง |
| พระกอดลูกน้อยประทับไว้กับทรวง |
ให้เหงาง่วงงีบหลับระงับไป ฯ |
| * ฝ่ายผีเสื้อเมื่อจะจากพรากลูกผัว |
แต่พลิกตัวกลิ้งกลับไม่หลับไหล |
| ให้หมกมุ่นขุ่นคล้ำในน้ำใจ |
จนเสียงไก่แก้วขันสนั่นเนิน |
| พอม่อยหลับกลับจิตต์นิมิตต์ฝัน |
ว่าเทวัญอยู่ที่เกาะนั้นเหาะเหิน |
| มาสังหารผลาญถ้ำระยำเยิน |
แกว่งพเนินทุบนางแทบวางวาย |
| แล้วอารักษ์ควักล้วงเอาดวงเนตร |
สำแดงเดชเหาะกลับไปลับหาย |
| ทั้งกายสั่นพรั่นตัวด้วยกลัวตาย |
พอฟื้นกายก็พอแจ้งแสงตวัน |
| จึงก้มกราบบาทบงสุ์พระทรงศักดิ์ |
แล้วนางยักษ์เล่าตามเนื้อความฝัน |
| ไม่เคยเห็นเป็นวิบัติอัศจรรย์ |
เชิญทรงธรรม์ช่วยทำนายร้ายหรือดี ฯ |
| * พระฟังนางพลางนึกคนึงหมาย |
ซึ่งฝันร้ายก็เพราะจิตต์เราคิดหนี |
| เห็นจะไปได้ตลอดรอดชีวี |
แต่นางผีเสื้อนั้นจะอันตราย |
| พอได้ช่องลองลวงดูตามเล่ห์ |
สมคะเนจะได้ไปดังใจหมาย |
| จึงกล่าวแกล้งแสร้งเสเพทุบาย |
เจ้าฝันร้ายนักน้องต้องตำรา |
| อันเทวัญนั้นคือมัจจุราช |
จะหมายมาดเอาชีวิตริศยา |
| แล้วเสแสร้งแกล้งทำบีบน้ำตา |
อนิจจาใจหายเจียวสายใจ |
| แม้สิ้นสูญบุญนางในปางนี้ |
ไม่มีที่พึ่งพาจะอาไศรย |
| จะกอดศพซบหน้าโศกาไลย |
ระกำใจกว่าจะม้วยไปด้วยกัน |
| นึกจะใคร่เสดาะพระเคราะห์เจ้า |
พอบันเทาโทษาที่อาสัญ |
| เหมือนงอนง้อขอชีวิตแก่เทวัญ |
กลัวแต่ขวัญเนตรพี่จะมิทำ ฯ |
| * นางผีเสื้อเชื่อถือรื้อประณต |
พระทรงยศจงช่วยชุบอุปถัมภ์ |
| ตามตำราสาระพัดไม่ชัดคำ |
ช่วยแนะนำอนุกูลอย่าสูญใจ ฯ |
| * พระฟังคำสำราญสำเร็จคิด |
จึงว่าผิดสายสมรหาสอนไม่ |
| ตำรานั้นแต่ครั้งตั้งเมรุไกร |
ว่าถ้าใครฝันร้ายจะวายปราณ |
| ให้ไปอยู่ผู้เดียวที่ตีนเขา |
แล้วอดข้าวอดปลากระยาหาร |
| ถ้วนสามคืนสามวันจะบันดาล |
ให้สำราญรอดตายสบายใจ ฯ |
| * ฝ่ายว่านางผีเสื้อก็เชื่อถือ |
คิดว่าชื่อสจริตพิสมัย |
| จึงตอบว่าถ้ากระนั้นฉันจะไป |
อยู่เขาใหญ่ในป่าพนาวัน |
| พระโฉมยงจงอยู่ในคูหา |
เลี้ยงรักษาลูกน้อยคอยหม่อมฉัน |
| จะอดใจให้เหมือนคำที่รำพรรณ |
ถ้วนสามวันก็จะมาอย่าอาวรณ์ |
| แล้ววันทาลาองค์พระทรงโฉม |
ปลอบประโลมลูกแก้วแล้วสั่งสอน |
| อย่าแข็งนักรักตัวกลัวบิดร |
แม้นไม่นอนมารดาจะมาตี ฯ |
| * สินสมุทรสุดแสนสงสารแม่ |
ด้วยรู้แน่ว่าบิดาจะพาหนี |
| ให้ห่วงหลังกังวลด้วยชนนี |
เจ้าโศกีกราบก้มบังคมคัล |
| บิดาดูรู้แจ้งจึงแกล้งห้าม |
จะวอนตามเขาไปไยในไพรสัณฑ์ |
| อยู่เป่าปีตีเกราะเสนาะครัน |
แล้วรับขวัญลูกน้อยกลอยฤไทย ฯ |
| * นางผีเสื้อเมื่อแรกก็แปลกจิตต์ |
ครั้นทรงฤทธิปลอบลูกชายหายสงไสย |
| จึงรีบออกนอกคูหาแล้วคลาไคล |
ไปเขาใหญ่ในป่าพนาวัน ฯ |
| * ฝ่ายองค์พระอภัยวิไลยโฉม |
ปลอบประโลมลูกชายจะผ่ายผัน |
| จึงหยับปีที่เป่าเมื่อคราวนั้น |
เอาผ้าพันผูกดีแล้วลีลา |
| ให้ลูกรักผลักแผ่นศิลาล้ม |
สมอารมณ์รีบออกนอกคูหา |
| เลียบลีลาสหาดทรายชาคงคา |
แลชลาล้วนคื่นเสียงครื้นโครม ฯ |
| * ฝ่ายเงือกน้ำสำหรับทะเลลึก |
ไม่วายนึกถึงองค์พระทรงโฉม |
| พอแจ่มแจ้งแสงทองผ่องโพยม |
ปลอบประโลมลูกเมียเข้าเคลียคลอ |
| จะไปลอยคอยองค์ทรงสวัสดิ์ |
ให้สมนัดซึ่งสัญญาเธอมาหนอ |
| แล้วออกจากวลวังไม่รั้งรอ |
ค่อยเคลื่อนคลายว่ายคลอกันไคลคลา |
| พอเห็นองค์ทรงยศโอรสราช |
อยู่ชายหาดพร้อมกันก็หรรษา |
| จึงชวนลูกสาวนั้นกับภรรยา |
คลานขึ้นมาชายฝั่งแล้วบังคม ฯ |
| * พงศ์กษัตริย์ทัศนานางเงือกน้อย |
ดูแช่มช้อยโฉมเฉลาทั้งเผ้าผม |
| ประไพพักตรลักษณ์ล้ำล้วนขำคม |
ทั้งเนื้อนมนวลเปล่งออกเต่งทรวง |
| ขนงเนตรเกศกรอ่อนสอาด |
ดังสุรางค์นางนาฎในวังหลวง |
| พระเพลินพิศคิดหมายเสียดายดวง |
แล้วหนักหน่วงนึกที่จะหนีไป |
| จึงตรัสว่าตาเงือกมาคอยรับ |
ช่างสมกับวาจาจะหาไหน |
| เราล่อลวงนางผีเสื้อก็เชื่อใจ |
เดี๋ยวนี้ไปแรมทางกลางอรัญ |
| ช่วยเมตตาพาตรงไปส่งที่ |
พระโยคีมีเวทวิเศษขยัน |
| กลางคงคาปลาร้ายก็หลายพรรณ |
จะป้องกันไภยพาลประการใด ฯ |
| * เงือกผู้เฒ่าเคารพอภิวาท |
ขอรองบาทบริรักษ์จนตักไษย |
| เสด็จขึ้นทรงบ่าจะพาไป |
พรหน่อไทให้ขี่ภริยา |
| อันอำนาจชาติเชื้อผีเสื้อน้ำ |
ปลาไม่กล้ำกรายกลัวทั่วทิศา |
| ด้วยกลิ่นอายคล้ายท่าผู้มารดา |
เมื่อจับข้าข้าจึงอ่อนหย่อนกำลัง |
| สัตว์ในน้ำจำแพ้แก่ผีเสื้อ |
เปรียบเหมือนเนื้อเห็นพยัคฆ์ให้ชักหลง |
| อย่าเกรงไภยในชลที่วลวัง |
ขึ้นนั่งยังบ่าข้าจะพาไป ฯ |
| * พงศ์กษัตริย์ตรัสชวนสินสมุทร |
สอนให้ขุตรขอษะมาอัชฌาไสย |
| พระทรงบ่าเงือกน้ำงามวิไลย |
พระหน่อไทยขอษะมาขึ้นบ่านาง |
| เงือกประคองสององค์ลงจากฝั่ง |
มีกำลังลีลาสค่อยวาดหาง |
| ค่อยฟูฟ่องล่องน้ำไปท่ามกลาง |
ลูกสาวนางเงือกงามตามลีลา ฯ |
| * พระโฉมยงองค์อภัยมณีนาถ |
เพลินประพาสพิศดูหมู่มัจฉา |
| เหล่าฉลามล้วนฉลามตามกันมา |
ค่อยเคลื่อนคลาคล้ายคล้ายในสายชล |
| ฉนากอยู่คู่ฉนากไม่จากคู่ |
ขึ้นฟ่องฟูพ่นฟองลอองฝน |
| ฝูงพิมพาพาฝูงเข้าแฝงวล |
บ้างผุดพ่นฟองน้ำบ้างดำจร |
| กระโห้เรียงเคียงกระโห่ขึ้นโบกหาง |
ลอยสล้างกลางกระแสแลสลอน |
| มังกรเกี่ยวเลี้ยวบอดกอกมังกร |
ประชุมซ่อนแฝงชลขึ้นวนเวียน |
| ฝูงม้าน้ำทำท่าเหมือนม้าเผ่น |
ขึ้นลอยเล่นเลี้ยวลัดฉวัดเฉวียน |
| ตะเพียนทองล่องน้ำนำตะเพียน |
ดาษเดียรดูเพลินจนเกินมา |
| เห็นละเมาะเกาะเขาเขียวชะอุ่ม |
โขดตะคุ่มเคียงเคียงเรียงรุกขา |
| จะเหลียวซ้ายสายสมุทรสุดสายตา |
จะแลขวาควันคลุ้มกลุ้มโพยม |
| จะเหลียวดูสุริย์แสงเข้าแฝงเมฆ |
ให้วิเวกหวาดองค์พระทรงโฉม |
| ฟังสำเนียงเสียงคลื่นดังครึ้นโครม |
ยิ่งทุกข์โทมนัสในฤไทยทวี |
| พอเย็นย่ำค่ำพลบลงโพล้เพล้ |
ท้องทะเลมืดมัวทั่ววิถี |
| พระห้ามเงือกสองราด้วยปราณี |
ประเดี๋ยวนี้ลมกล้าสลาตัน |
| เห็นละเมาะเกาะใหญ่ที่ไหนกว้าง |
หยุดเสียบ้างให้สบายจึงผายผัน |
| เราหนีนางมาได้ก็ไกลครัน |
ต่อกลางวันจึงค่อยไปให้สำราญ ฯ |
| * ตาเงือกน้ำซ้ำสอนพระทรงศักดิ์ |
ยังใกล้นักอย่าประมาททำอาจหาญ |
| นางรู้ความตามมาไม่ช้านาน |
จะพบพานพากันตายวายชีวัน |
| อันตาข้าถ้าค่ำเห็นสว่าง |
ทั้งเดินทางเรี่ยวแรงแข็งขยัน |
| ถ้าแดดกล้าตามัวเป็นหมอกควัน |
จะผายผันล่วงทางไปกลางคืน |
| แล้วว่ายแหวกแบกองค์พงศ์กษัตริย์ |
พลางสบัดโบกหางไปกลางคลื่น |
| สลาตันลั่นพิลึกเสียงครึกครื้น |
จนดึกดื่นรีบรุดไม่หยุดเลย |
| ครั้นรุ่งเช้าเข้าเกาะเสาะลูกไม้ |
พระลูกให้บิตุรงค์ทรงเสวย |
| เงือกก็หาอาหารกินตามเคย |
แล้วรีบเลยล่วงไปในคงคา ฯ |
| * ฝ่ายนางผีเสื้อสมุทรที่สุดโง่ |
ไปนั่งโซเซาอยู่ริมภูผา |
| ขอชีวิตพิษฐานตามตำรา |
ต้องอดปลาอดนอนอ่อนกำลัง |
| ได้สามวันรันทดสลดจิตต์ |
เจียนชีวิตจะเด็ดดับไม่กลับหลัง |
| อุส่าห์ยืนฝืนใจให้ประทัง |
ค่อยเซซังซวนทรงไม่ตรงตัว |
| เห็นลูกไม้ในป่าคว้าเข้าปาก |
กำลังอยากยืนขยอกจนกลอกหัว |
| ที่มืดอดหน้าตาลายค่อยหามัว |
คิดถึงผัวเหยาะย่างมากลางไพร |
| ถึงประตูคูหาเห็นเปิดอยู่ |
เอ๊ะอกกูเกิดเข็ญเป็นไฉน |
| เข้าในห้องมองเขม้นไม่เห็นใคร |
ยิ่งตกใจเพียงจะดิ้นสิ้นชีวี |
| แลดูปี่ที่เป่าเล่าก็หาย |
นางยักษ์ร้ายรู้ว่าพากันหนี |
| เสียน้ำใจในอารมณ์ไม่สมประดี |
สองมือตีอกตูมฟูมน้ำตา |
| ลงกลิ้งเกลือกเสือกกายร้องไห้โร่ |
เสียงโฮโฮดังก้องห้องคูหา |
| พระรูปหล่อพ่อคุณของเมียอา |
ควรหรือมาทิ้งขว้างหมองหมางเมีย |
| ทั้งลูกน้อยกลอยใจไปด้วยเล่า |
เหมือนควักเอาดวงใจน้องไปเสีย |
| ถึงแปดปีนี่แล้วไม่แคล้วคลาด |
เคยร่วมอาสน์อกอุ่นพ่อคุณเอ๋ย |
| ตั้งแต่นี้น้องจะได้ผู้ใดเชย |
เหมือนพระเคยคู่เคียงเมื่อเที่ยงคืน |
| เสียแรงรักหนักหนาอุส่าห์ถนอม |
สู้อดออมสาระพัดไม่ขัดขืน |
| ช่างกระไรใจจืดไม่ยืดยืน |
นางสอื้นอ้าปากจนรากเรอ |
| ด้วยแรงน้อยถอยทบสลบหลับ |
แล้วก็กลับพลิกฟื้นตื่นเผยอ |
| ร้องเรียกลูกผัวเฟือนเหมือนละเมอ |
ไม่เห็นเธอทอดกายดังวายปราณ |
| ระกำอกหมกมุ่นหุนพิโรธ |
กำลังโกรธกลับแรงกำแหงหาญ |
| ประหลาดใจใครหนอมาก่อการ |
ช่างคิดอ่านเอาคู่ของกูไป |
| ศิลานี้ที่มนุษย์จะเปิดนั้น |
สักหมื่นดันก็ไม่เกรงข่มเหงกู |
| พลางรำพึงถึงจะไปไม่ไกลนัก |
จะตามหักคอกินเหมือนชิ้นหมู |
| โมโหหุนผลุนออกนอกประตู |
เที่ยวตามดูรอยลงในคงคา |
| กระโดดโครมโถมว่ายสายสมุทร |
อุตลุดดำด้นเที่ยวค้นหา |
| ไม่เห็นผัวคว้าไปได้แต่ปลา |
ควักลูกตาสูบเลือดด้วยเดือดดาล |
| ค่อยมีแรงแผลงฤทธิคำรณร้อง |
ตะโกนก้องเรียกหาโยธาหาญ |
| ฝ่ายปีศาจราชทูตภูตพรายพาล |
อลหม่านขึ้นมาหาในสาชล |
| อสุรีผีเสื้อจึงซักถาม |
มึงอยู่ตามเขตแขวงทุกแห่งหน |
| เห็นมนุษย์นวลลอองทั้งสองคน |
มาในวลวังบ้างหรืออย่างไร ฯ |
| * ผ่ายพวกผีที่อยู่ทิศทักษิณ |
ครั้นได้ยินจึงแจ้งแถลงไข |
| เห็นเงือกพามนุษย์รีบรุดไป |
ข้างทิศใต้แต่เมื่อคืนวานซืนนี้ |
| ข้านึกร้ายหมายจะก็ขามเด็ก |
ด้วยลูกเล็กเหลือตัวไม่กลังผี |
| เห็นจะไปได้ครันจนวันนี้ |
ด้วยท่วงทีรีบร้อนไม่นอนใจ ฯ |
| * นางผีเสื้อเหลือโกรธโลดทะลึ่ง |
โตดังหนึ่งยุคุนธร์ขุนไศล |
| ลุยทะเลโครมครามตามออกไป |
สมุทรไทแทบจะล่มถล่มทลาย |
| เหล่าละเมาะเกาะขวางหนทางยักษ์ |
ภูเขาหักหินหลุดซุดฉลาย |
| เสียงครึกครื้นคลื่นล้มขึ้นกลุ้มกาย |
ผีเสื้อร้ายรีบรุดไม่หยุดยืน ฯ |
| * ฝ่ายพระอภัยมณีซึ่งหนียักษ์ |
กับลูกรักเงือกน้ำไปตามคลื่น |
| บรรลุทางกลางชลาได้ห้าคืน |
เห็นทมื่นมาข้างหลังดังสะเทือน |
| จึงถามเงือกว่าไฉนจึงไหวหวั่น |
สลาตันลมใหญ่ก็ไม่เหมือน |
| ไม่เห็นแสงสุริยันตวันเดือน |
เป็นคลื่นเคลื่อนคลอนลั่นสนั่นดัง ฯ |
| * ฝ่ายเงือกน้ำสำเหนียกแน่ในจิตต์ |
คือว่าฤทธิ์ยักษ์ร้ายมาภายหลัง |
| ด้วยเดชนางยักษ์ขินีมีกำลัง |
ชีวิตครั้งนี้เห็นไม่เป็นตน |
| จึงทูลองค์พระอภัยว่าใช่อื่น |
เสียงครึกครื้นมารนางมากลางหน |
| คงทันกันวันนี้หนีไม่พ้น |
เห็นสุดจนจำม้วยลงด้วยกัน ฯ |
| * พระอภัยใจหายไม่วายเหลียว |
ให้เปล่าเปลี่ยวนัยนาเพียงอาสัญ |
| แต่มานะกษัตริย์สู้กัดฟัน |
อุส่าห์กลั้นกลืนน้ำตาแล้วพาที |
| จะไปไหนไม่พ้นผีเสื้อน้ำ |
วิบากกรรมจะสู้อยู่เป็นผี |
| ท่านส่งเราเข้าที่เกาะละเมาะนี้ |
แล้วรีบหนีไปในน้ำแต่ลำพัง |
| แล้วว่าแก่สินสมุทรสุดที่รัก |
แม้นนางยักษ์จะมารับจงกลับหลัง |
| อันตัวพ่อขอตายวายชีวัง |
กรรแสงสั่งลูกยาด้วยอาไลย ฯ |
| * สินสมุทรมิได้กลัวกลับหัวร่อ |
ลูกไม่ขอจากพระองค์อย่าสงไสย |
| แม้มารดามาตามจะห้ามไว้ |
พระรีบไปก่อนข้าอย่าปรารมภ์ |
| ลูกจะค่อยลอยตามแต่ห่างห่าง |
อยู่ต้นทางจะได้พบประสบสม |
| แล้วเผ่นโผนโจนลงทะเลลม |
พระปรารมภ์เรียกไว้ก็ไม่ฟัง |
| เที่ยวดำด้นค้นหามัจฉาใหญ่ |
พอจับได้ปลาอินทรีขึ้นขี่หลัง |
| เสียงโผงผางกลางน้ำแต่ลำพัง |
ค่อยลอยรั้งรอมาในวาริน ฯ |
| * ฝ่ายผีเสื้อสมุทรไม่หยุดหย่อน |
ครั้นลุยอ่อนอุส่าห์ว่ายสายกระสินธุ์ |
| กำลังน้อยถอยถดด้วยอดกิน |
เจียนจะสิ้นชีวาในสาคร |
| ได้สามวันทันผัวกับลูกน้อย |
เห็นเลื่อนลอยลิบลิบยิ่งถีบถอน |
| กระโจมโจนโผนโผชโลธร |
คลื่นกระฉ่อนฉาดฉานสะท้านมา ฯ |
| * ฝ่ายเงือกน้ำกำลังก็สิ้นสุด |
ครั้นจะหยุดยักษ์ไล่ใกล้นักหนา |
| เรียกลูกสาวคราวนี้พ่อจะมรณา |
เจ้าช่วยพาภูวไนยไปให้พ้น |
| นางเงือกน้อยสร้อยเศร้าเข้ามาผลัด |
แบกกษัตริย์ว่ายเสือกเสลือกสลน |
| กำลังสาวคราวด่วนด้วยจวนจน |
ออกกลางชลโบกหางผางผางไป ฯ |
| * สินสมุทรหยุดอยู่ดูนางยักษ์ |
เห็นผิดพักตรมารดาน่าสงไสย |